มะเร็งปากมดลูกโรคที่พบมากในผู้หญิง หลายท่านอาจเกิดความสงสัยว่าเกิดได้จากสาเหตุใด โดยอาการของมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่ในระยะเริ่มต้นมักไม่ค่อยมีอาการ ดังนั้นหากคุณผู้หญิงสังเกตุว่าตนเองมีอาการที่ผิดปกติที่อาจเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งปากมดลูก ควรรีบเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจและรักษาอย่างถูกวิธี และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการที่รุนแรงมากขึ้นจนลุกลาม
มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer)
มะเร็งปากมดลูกที่ปัจจุบันตรวจพบมากเป็นอันดับต้น ๆ ของกลุ่มโรคมะเร็งซึ่งมีสาเหตุหลักเกิดจากการติดเชื้อที่หลาย ๆ คนรู้จักกันคือเชื้อ HPV หรือ Human Papilloma Virus เป็นไวรัสที่ติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ โดยจะสามารถเกิดจากการติดเชื้อได้จาก ช่องคลอด ทวารหนัก ทางช่องปาก เป็นต้น หากมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่มีเชื้ออาจทำให้เกิดภาวะเสี่ยงติดเชื้อได้
มะเร็งปากมดลูกมีกี่ระยะ
มะเร็งปากมดลูกสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระยะ ระยะก่อนมะเร็ง และ ระยะลุกลาม
- ระยะก่อนมะเร็ง
ในช่วงของระยะแรกนี้เซลล์มะเร็งจะยังอยู่ภายในชั้นเยื่อบุบริเวณปากมดลูก ยังไม่ลุกลามเข้าไปยังเนื้อเยื่อของปากมดลูก คุณผู้หญิงที่มีอาการป่วยจะยังไม่มีอาการใดๆ ที่แสดงออกถึงความผิดปกติ แต่ยังสามารถตรวจพบได้จากการคัดกรองเซลล์ หรือ การตรวจ Pep Smear
- ระยะลุกลาม แบ่งเป็นระยะย่อย ๆ ได้ 4 ระยะ
-
- ระยะ 1 มะเร็งที่ลุกลามภายในบริเวณปากมดลูก
- ระยะ 2 มะเร็งลุกลามไปที่ผนังของช่องคลอดส่วนบน หรือ เนื้อเยื่อข้างปากมดลูก
- ระยะ 3 มะเร็งลุกลามไปผนังช่องคลอดส่วนล่าง หรือ ลุกลามไปกดท่อไตจนทำให้เกิดภาวะบวมน้ำ
- ระยะ 4 มะเร็งลุกลามไปแถวกระเพาะปัสสาวะ ไส้ตรง และอวัยวะอื่นๆในร่างกาย เช่น ปอด กระดูก ต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น
อาการมะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูกโรคที่สามารถตรวจพบได้ในช่วงระยะแรกก่อนที่จะลุกลามไปเป็นมะเร็ง โดยในช่วงของระยะแรกนั้นจะไม่ค่อยมีอาการ แต่หากพบว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ประจำเดือนมามากกว่าปกติ เลือดออกกะปริดกะปอย มีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์ มีอาการเลือดออกจากช่องคลอดหลังจากหมดประจำเดือนไปแล้ว ในช่วงของตอนมีตกขาว ตกขาวจะมีกลิ่น มีเลือดปน หรือมีอาการปวดท้องน้อยหน่วงๆ เป็นต้น หากสังเกตว่าตนเองมีอาการผิดปกติดังกล่าวควรรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจและวางแผนการรักษาเป็นอันดับต่อไปให้เร็วที่สุดก่อนที่จะลุกลามรุนแรง
อาการเริ่มแรกมะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูกในช่วงระยะแรกก่อนที่จะลุกลามไปเป็นมะเร็ง โดยในช่วงของระยะแรกนั้นจะไม่ค่อยแสดงอาการ โดยส่วนใหญ่คุณผู้หญิงจะตรวจพบได้จาการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกประจำปี ดังนั้นคุณผู้หญิงในช่วงของวัยกำลังเจริญพันธ์ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอทุกปีเพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูกเกิดจากสาเหตุใด
มะเร็งปากมดลูกสาเหตุหลักเกิดจากการติดเชื้อเอชพีวี ( Human Papilloma Virus ) โดยสามารถติดเชื้อนี้ได้จากการ เพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เช่น มีหลายคู่พร้อมเป็นคู่รัก, มีคู่รักที่มีประวัติเชื้อชนิดสูงเกิดมาก่อน, มีประวัติการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน, หรือมีคู่รักที่มีประวัติเชื้อต่ำอยู่มาก่อน นอกจากนั้นยังสามารถเกิดได้จากปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ เช่นการสูบบุหรี่, การดื่มแอลกอฮอล์, ระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามการติดเชื้อ HPV ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องกับการพบมะเร็งปากมดลูกในคุณผู้หญิง
ทำความรู้จักเชื้อไวรัส HPV
เชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) เป็นกลุ่มของไวรัสที่สามารถติดเชื้อในมนุษย์ได้ มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ที่แตกต่างกัน เชื้อไวรัส HPV ที่เสี่ยงสูง เช่น HPV สายพันธุ์ 16, 18 , 31 , 33 , 35 , 39 , 45 , 51 , 52 , 58 เป็นต้น เป็นสาเหตุหลักในการเกิดมะเร็งปากมดลูก รวมถึงมะเร็งช่องทางเดินทางเดินปัสสาวะ ช่องคลอดทางท่อน้ำหนักและช่องทางท่อน้ำเหลือง การติดเชื้อติดต่อ HPV เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงเพศสัมพันธ์ทางช่องปาก การติดเชื้อ HPV เสี่ยงมากในผู้ที่มีพฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยง เช่น มีหลายคู่ร่วมเป็นคู่รัก มีคู่รักที่มีประวัติเชื้อชนิดสูง เป็นต้น
สัญญาณเตือนอาการมะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูกในช่วงระยะแรกจะยังไม่แสดงอาการมากนัก แต่อย่างไรก็ตามคุณผู้หญิงควรสังเกตอาการตนเองอยู่เสมอเพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามรุนแรง โดยมีอาการผิดปกติดังนี้
- มีอาการตกขาวที่ผิดปกติ เช่น มีกลิ่น ตกขาวมามาก หรือ ตกขาวมีเลือดปน
- มีอาการเลือดออกจากช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีประจำเดือนมามากกว่าปกติ
- มีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
- มีอาการปัสสาวะไม่ค่อยออก หรือ มีเลือดปน
- มีอาการปวดหลัง ปวดขา (เกิดขึ้นในกรณีมะเร็งลุกลามขั้นรุนแรง)
- มีอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลดลงแบบไม่รู้สาเหตุ
กลุ่มผู้เสี่ยงมะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อเอชพีวี (Human Papillomavirus) ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV ดังนั้นกลุ่มผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้แก่
- ผู้หญิงที่มีหลายคู่นอน การมีหลายคู่นอนเพิ่มโอกาสในการมีการสัมผัสทางเพศที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV
- ผู้หญิงที่มีคู่รักที่มีประวัติติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่เสี่ยงสูง เช่น สายพันธุ์ 16 หรือ 18 โอกาสในการติดเชื้อจะสูงขึ้น
- ผู้หญิงที่มีประวัติการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน เพศสัมพันธ์ที่เริ่มต้นในวัยเรียนมีความเสี่ยงในการติดเชื้อ HPV ที่สูง เนื่องจากพฤติกรรมทางเพศไม่ปลอดภัยและระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์เต็มที่
- ผู้หญิงที่มีคู่รักที่มีประวัติเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่เสี่ยงต่ำ เช่น สายพันธุ์ 6 หรือ 11 อาจทำให้เกิดเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง
- ผู้หญิงที่มีการสูบบุหรี่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก โดยรวมเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV
- ผู้หญิงที่มีการดื่มแอลกอฮอล์มากหรือเป็นประจำอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก
- ผู้หญิงที่ระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแออาจไม่สามารถต่อสู้กับการติดเชื้อ HPV ได้ดีพอ เป็นสาเหตุที่เพิ่มความเสี่ยงในการพบมะเร็งปากมดลูกได้
วิธีตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกนั้นควรทำเป็นประจำทุกปีตามคำแนะนำของแพทย์การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงมีหลายวิธี โดยได้แก่
- การตรวจ Pap smear เป็นวิธีตรวจคัดกรองที่ใช้ในการตรวจหาความผิดปกติในเซลล์ปากมดลูก ทำให้สามารถตรวจพบเชื้อมะเร็งได้ ซึ่งเป็นการตรวจภายในด้วยกล้องขยาย นำชิ้นเนื้อไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจเป็นตัวบ่งชี้ของมะเร็งปากมดลูกหรือเนื้องอกที่เป็นตัวร้ายอื่น ๆ
- การตรวจ HPV DNA เป็นการตรวจร่วมกับการตรวจทางเซลล์ วิธีการตรวจแบบ DNA จะสามารถระบุสายพันธุ์ของไวรัสได้
- การตรวจ ThinPrep Pap Test เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและความผิดปกติอื่นๆ โดยการเก็บตัวอย่างของเซลล์ และนำไปตรวจตรวจหาความผิดปกติที่อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งปากมดลูก
- การตรวจโดยกล้องขยาย ร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อเพื่อนำไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อไวรัส
แนวทางการรักษาภาวะมะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้โดยวิธีการการฉีดวัคซีน HPV เพื่อป้องกัน แต่ในกรณีที่ได้ตรวจพบมะเร็งปากมดลูกแล้วการรักษาของแพทย์ขึ้นอยู่กับระยะของการเผยแพร่ของมะเร็งซึ่งแต่ละระยะอาจมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไป
- รักษาด้วยการผ่าตัด (Surgery) โดยแพทย์จะเลือกใช้วิธีการผ่าตัดเป็นหลัก โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยรักษาด้วยการผ่าตัดปากมดลูกแบบกว้าง ด้วยการผ่าตัดปากมดลูกส่วนบนของช่องคลอดไปถึงเนื้อเยื่อด้านข้างเลาะไปถึงต่อมน้ำเหลืองในบริเวณอุ้งเชิงกราน แต่หากผู้ป่วยเป็นมะเร็งเพียงระยะต้นๆ มีขนาดเล็กแพทย์จะผ่าตัดเพียงปากมดลูกและบริเวณมดลูกเท่านั้น และในกรณีผู้ป่วยต้องการมีบุตรในอนาคตแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนถึงข้อดี-ข้อเสียของวิธีการรักษาเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับผู้ป่วยมากในวันข้างหน้า
- รักษาด้วยการใช้รังสีรักษา (Radiation therapy) หลังจากการรักษาแบบผ่าตัดแล้วแพทย์อาจจะแนะนำให้ใช้วิธีการใช้รังสีเพิ่มเติม โดยการรักษาด้วยการใช้รังสีมีทั้งหมด 2 ประเภท ได้แก่
- การฉายรังสีแบบระยะไกล
เป็นการรักษาด้วยรังสีจากเครื่องกำเนินรังสี การฉายรังสีไปยังจุดที่ผิดปกติ - การฉายรังสีแบบระยะใกล้
แพทย์จะให้แพร่ผ่านทางช่องคลอดเป็นระยะเวลาสั้นๆ
- การฉายรังสีแบบระยะไกล
- การใช้เคมีบำบัด (Chemotherapy) การรักษาด้วยเคมีบำบัดเพื่อช่วยทำลายเซลล์มะเร็งโดยแพทย์จะใช้เคมีบำบัดร่วมกับการใช้รังสี เพราะยาเคมีบำบัดจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของรังสีมากขึ้น สำหรับวิธีนี้แพทย์จะใช้ในการรักษาผู้ป่วยในระยะลุกลามเป็นหลัก
การรักษามะเร็งปากมดลูกระยะก่อนลุกลาม
การรักษามะเร็งปากมดลูกระยะก่อนลุกลามแพทย์จะใช้วิธีการผ่าตัดเป็นส่วนใหญ่ หากมะเร็งไม่ได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆของร่างกาย แต่ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับความผิดปกติของมะเร็งที่เกิดขึ้นขนาดและตำแหน่ง รวมไปถึงสภาวะทางสุขภาพทั่วไปของผู้ป่วยและปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อการรักษาต้องพิจารณาโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญ
การรักษามะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม
การรักษามะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามแพทย์จะใช้วิธีการใช้รังสีร่วมกับการใช้เคมีบำบัด สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในระยะลุกลามการใช้เคมีบำบัดจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของรังสีให้ดีมากยิ่งขึ้นเพื่อลำลายเซลล์มะเร็งไม่ให้ลุกลามเพิ่มมากขึ้น
ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้อย่างไร
การป้องกันมะเร็งปากมดลูกเริ่มต้นด้วยการปฏิบัติตนอย่างต่อเนื่องเพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ HPV (Human Papillomavirus) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก
- ฉีดวัคซีน HPV เป็นวิธีป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่สำคัญ วัคซีน HPV ช่วยป้องกันการติดเชื้อ HPV ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก และควรรับวัคซีนตามแนวทางการฉีดที่แพทย์แนะนำ
- การใช้ถุงยางอนามัย การใช้ถุงยางอนามัยระหว่างการมีเพศสัมพันธ์สามารถช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อ HPV และลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้
- ความระมัดระวังในพฤติกรรมทางเพศ การลดจำนวนคู่รักทางเพศและการอดใช้สารเสพติด เช่น บุหรี่ และสุรา สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ HPV และการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้
- การตรวจคัดกรองประจำปี การตรวจ Pap smear , การตรวจ HPV DNA , ThinPrep Pap Test เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่สำคัญ ควรปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับความถี่ในการตรวจและตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ
คำถามที่พบบ่อย
มะเร็งปากมดลูก รักษาหายไหม
มะเร็งปากมดลูกมีโอกาสรักษาหายได้ แต่ความสำเร็จของการรักษาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระยะของมะเร็งในการตรวจพบ การรักษาที่ได้รับ สภาวะทางสุขภาพทั่วไปของผู้ป่วย และความเสี่ยงของการกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำในอนาคต การรักษามะเร็งปากมดลูกอาจเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้การวินิจฉัยและการรักษาที่คำนึงถึงความเฉพาะเจาะจงของแต่ละบุคคลจากแพทย์ที่เชี่ยวชาญ
มะเร็งปากมดลูก มีลูกได้ไหม
มะเร็งปากมดลูกอาจมีผลต่อการมีลูกในอนาคตได้ การรักษามะเร็งปากมดลูกอาจเกี่ยวข้องกับการผ่าตัดหรือใช้รังสีรักษาที่อาจส่งผลต่อการเจริญพันธุ์และการมีบุตรได้ แต่ด้วยในปัจจุบันมีเทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์ เช่น การกระตุ้นไข่และแช่แข็งไข่ หรือ การฝากไข่ที่หลาย ๆ คนรู้จักเพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ในอนาคต หรือในกรณีผู้ป่วยที่อยู่ในระยะเริ่มต้นสามารถรรักษาด้วยการผ่าตัดโดยแพทย์จะเหลือส่วนของมดลูกไว้เพื่อใช้สำหรับการตั้งครรภ์แต่ทั้งนี้ควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน
ข้อสรุป
มะเร็งปากมดลูกเกิดสาเหตุหลักคือการติดเชื้อ HPV (Human Papillomavirus) แต่ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้ เช่นการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และภูมิคุ้มกันในร่างกายที่อ่อนแอไม่สามารถต้านเชื้อ HPV ได้ โดยอาการของมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่ในระยะเริ่มต้นมักไม่ค่อยมีอาการแต่มีลักษณะความผิดปกติเกิดขึ้นได้ เช่น มีเลือดออกแบบผิดปกติทางช่องคลอดของคุณผู้หญิง ขณะมีตกขาวมักมีเลือดปนออกมาด้วย หรือ หลังจากมีเพศสัมพันธ์จะมีเลือดออก เป็นต้น สำหรับการรักษามะเร็งปากมดลูก ขึ้นอยู่กับระยะของการเผยแพร่ของมะเร็ง แต่ละระยะอาจมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไป ได้แก่ การผ่าตัด, รังสีรักษา, การรักษาเคมี เป็นต้นการป้องกันมะเร็งปากมดลูกสามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีน HPV, การใช้ถุงยางอนามัย, ความระมัดระวังในพฤติกรรมทางเพศ, การตรวจคัดกรองประจำปี, การรักษาสุขอนามัยที่ดี, และการปฏิบัติตนตามคำแนะนำทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากคุณผู้หญิงท่านใดมีข้อสงสัย สามารถทักสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line@ : @beyondivf